วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

DTS 08- 14/09/2552

กราฟ (Graph) เป็นโครงสร้างข้อมูล
แบบไม่ใช่เชิงเส้น อีกชนิดหนึ่ง กราฟเป็น
โครงสร้างข้อมูลที่มีการนำไปใช้ในงาน
ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน
เช่น การวางข่าย งานคอมพิวเตอร์ การ
วิเคราะห์เส้นทางวิกฤติ และปัญหาเส้นทางที่สั้นที่สุด
นิยามของกราฟ
กราฟ เป็นโครงสร้างข้อมูลแบบไม่ใช่เชิงเส้น
ที่ประกอบ ด้วยกลุ่มของสิ่งสองสิ่งคือ
(1) โหนด (Nodes) หรือ เวอร์เทกซ์(Vertexes)
(2) เส้นเชื่อมระหว่างโหนด เรียก เอ็จ (Edges)
กราฟที่มีเอ็จเชื่อมระหว่างโหนดสองโหนด
ถ้าเอ็จไม่มีลำดับ ความสัมพันธ์จะเรียกกราฟนั้นว่า
กราฟแบบไม่มีทิศทาง (Undirected Graphs)
และถ้ากราฟนั้นมีเอ็จที่มีลำดับ
ความสัมพันธ์หรือมีทิศทางกำกับด้วยเรียกกราฟ
นั้นว่า กราฟแบบมีทิศทาง(Directed Graphs)
บางครั้งเรียกว่า ไดกราฟ (Digraph)
ถ้าต้องการอ้างถึงเอ็จแต่ละเส้นสามารถ
เขียนชื่อเอ็จกำกับไว้ก็ได้
การแทนกราฟในหน่วยความจำ
ในการปฏิบัติการกับโครงสร้างกราฟ สิ่งที่
ต้องการจัดเก็บ จากกราฟโดยทั่วไปก็คือ เอ็จ ซึ่ง
เป็นเส้นเชื่อมระหว่างโหนดสองโหนด มีวิธีการ
จัดเก็บหลายวิธี วิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมา
ที่สุดคือ การเก็บเอ็จในแถวลำดับ 2 มิติ
การแทนกราฟด้วยแถวลำดับ2มิติ กรณีกราฟไม่มีทิศทาง
การแทนกราฟในหน่วยความจำด้วยวิธีเก็บ
เอ็จทั้งหมดใน แถวลำดับ 2 มิติ จะค่อนข้าง
เปลืองเนื้อที่ เนื่องจากมีบางเอ็จที่เก็บซ้ำ
อาจหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้โดยใช้แถวลำดับ 2 มิติ
เก็บโหนดและ พอยเตอร์ชี้ไปยงตำแหน่งของ
โหนดต่าง ๆ ที่สัมพันธ์ด้วย และใช้ แถวลำดับ
1 มิติเก็บโหนดต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับโหนด
ในแถวลำดับ 2 มิติ N2
กราฟในแถวลำดับ 2 มิติเก็บโหมดเเละพอยเตอร์ของกราฟ
การจัดเก็บกราฟด้วยวิธีเก็บโหนดและพอยน์เตอร์
นี้ยุ่งยาก ในการจัดการเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องเก็บโหนด
และพอยน์เตอร์ในแถวลำดับ 2 มิติ และต้องจัดเก็บ
โหนดที่สัมพันธ์ด้วยในแถวลำดับ
1 มิติ อย่างไรก็ตามทั้งสองวิธีไม่เหมาะกับกราฟที่มีการ
เปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ควรใช้ในกราฟที่ไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงตลอดการใช้งาน
เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของกราฟจะ
กระทบกับส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าด้วยเสมอ
กราฟที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
อาจจะใช้วิธีแอดจาเซนซีลิสต์
(Adjacency List) ซึ่งเป็นวิธีที่คล้ายวิธี
จัดเก็บกราฟด้วยการเก็บโหนดและพอยน์
เตอร์ แต่ต่างกันตรงที่ จะใช้ ลิงค์ลิสต์แทน
เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
การท่องไปในกราฟ
การท่องไปในกราฟ (graph traversal) คือ
กระบวนการเข้าไปเยือนโหนดในกราฟ โดยมีหลักในการ
ทำงานคือ แต่ละโหนดจะถูกเยือนเพียงครั้งเดียว สำหรับ
การท่องไปในทรีเพื่อเยือนแต่ละโหนดนั้นจะมีเส้นทางเดียว
แต่ในกราฟระหว่างโหนดอาจจะมีหลายเส้นทาง ดังนั้น
เพื่อป้องกันการท่องไปในเส้นทางที่ซ้ำเดิมจึงจำเป็นต้องทำ
เครื่องหมายบริเวณที่ได้เยือนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เพื่อไม่ให้เข้าไปเยือนอีก สำหรับเทคนิคการท่องไปในกราฟมี2วิธีดังนี้
1. การท่องแบบกว้าง (Breadth First Traversal)
วิธีนี้ทำโดยเลือกโหนดที่เป็นจุดเริ่มต้น ต่อมาให้เยือนโหนด
อื่นที่ใกล้กันกับโหนดเริ่มต้นทีละระดับจนกระทั่งเยือนหมดทุกโหนดในกราฟ
2. การท่องแบบลึก (Depth First Traversal)
การทำงานคล้ายกับการท่องทีละระดับของทรี โดย
กำหนดเริ่มต้นที่โหนดแรกและเยือนโหนดถัดไปตาม
แนววิถีนั้นจนกระทั่งนำไปสู่ปลายวิถีนั้น จากนั้น
ย้อนกลับ (backtrack) ตามแนววิถีเดิมนั้น จนกระทั่ง
สามารถดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่แนววิถีอื่น ๆ เพื่อเยือน
โหนดอื่น ๆ ต่อไปจนครบทุกโหนด

DTS 07- 14/09/2552

ทรี (Tree) เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ความสัมพันธ์
ระหว่าง โหนดจะมีความสัมพันธ์ลดหลั่นกันเป็นลำดับ
ชั้น (Hierarchical Relationship)
ได้มีการนำรูปแบบทรีไปประยุกต์ใช้ในงาน
ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ส่วนมากจะใช้สำหรับแสดง
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล
แต่ละโหนดจะมีความสัมพันธ์กับโหนดใน
ระดับที่ต่ำลงมา หนึ่งระดับได้หลาย ๆ โหนด
เรียกโหนดดังกล่าวว่า โหนดแม่ (Parent or
Mother Node)
โหนดที่อยู่ต่ำกว่าโหนดแม่อยู่หนึ่งระดับ
เรียกว่า โหนดลูก (Child or Son Node)
โหนดที่อยู่ในระดับสูงสุดและไม่มีโหนดแม่
เรียกว่า โหนดราก (Root Node)
โหนดที่มีโหนดแม่เป็นโหนดเดียวกัน
เรียกว่า โหนดพี่น้อง (Siblings)
โหนดที่ไม่มีโหนดลูก เรียกว่า
โหนดใบ (Leave Node)
เส้นเชื่อมแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
โหนดสองโหนด
การแปลงทรีทั่วไปให้เป็นไบนารีทรี
ขั้นตอนการแปลงทรีทั่วๆ ไปให้เป็น
ไบนารีทรี มีลำดับขั้นตอนการแปลง ดังต่อไปนี้
1. ให้โหนดแม่ชี้ไปยังโหนดลูกคนโต แล้วลบ
ความสัมพันธ์ ระหว่างโหนดแม่และโหนดลูกอื่น ๆ
2. ให้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างโหนดพี่น้อง
3. จับให้ทรีย่อยทางขวาเอียงลงมา 45 องศา
การท่องไปในไบนารีทรี
ปฏิบัติการที่สำคัญในไบนารีทรี คือ การท่องไปใน
ไบนารีทรี (Traversing Binary Tree) เพื่อเข้าไปเยือนทุก ๆ
โหนดในทรี ซึ่งวิธีการท่องเข้าไปต้องเป็นไปอย่างมีระบบแบบ
แผน สามารถเยือนโหนดทุก ๆ โหนด ๆ ละหนึ่งครั้ง
วิธีการท่องไปนั้นมีด้วยกันหลายแบบแล้วแต่ว่าต้องการลำดับ
ขั้นตอนการเยือนอย่างไร โหนดที่ถูกเยือน
อาจเป็นโหนดแม่ (แทนด้วย N)
ทรีย่อยทางซ้าย (แทนด้วย L)
หรือทรีย่อยทางขวา (แทนด้วย R
วิธีการท่องเข้าไปในทรี 6 วิธี คือ NLR
LNR LRN NRL RNL และ RLN แต่
วิธีการท่องเข้าไปไบนารีทรีที่นิยมใช้
กันมากเป็นการท่องจากซ้ายไปขวา 3 แบบแรก
เท่านั้นคือ NLR LNR และ LRN ซึ่งลักษณะ
การนิยามเป็นนิยามแบบ รีเคอร์ซีฟ
(Recursive) ซึ่งขั้นตอนการท่องไปในแต่ละแบบมีดังนี้
1. การท่องไปแบบพรีออร์เดอร์
(Preorder Traversal)
เป็นการเดินเข้าไปเยือนโหนดต่าง ๆ ในทรีด้วยวิธี
NLR มีขั้นตอนการเดินดังต่อไปนี้
(1) เยือนโหนดราก
(2) ท่องไปในทรีย่อยทางซ้ายแบบพรีออร์เดอร์
(3) ท่องไปในทรีย่อยทางขวาแบบพรีออร์เดอร์
เส้นทางการท่องในทรีแบบพรีออร์เดอร์ จะได้ ABDGCEHIF
2.การท่องไปแบบอินออร์เดอร์
(Inorder Traversal)
เป็นการเดินเข้าไปเยือนโหนดต่าง ๆ
ในทรีด้วยวิธี LNR
มีขั้นตอนการเดินดังต่อไปนี้
(1) ท่องไปในทรีย่อยทางซ้ายแบบอินออร์เดอร์
(2) เยือนโหนดราก
(3) ท่องไปในทรีย่อยทางขวาแบบอินออร์เดอร์
เส้นทางการท่องในทรีแบบอินออร์เดอร์ จะได้ DGBAHEICF
การท่องไปแบบโพสออร์เดอร์
(Postorder Traversal)
เป็นการเดินเข้าไปเยือนโหนดต่าง ๆ
ในทรีด้วยวิธี LRN มีขั้นตอนการเดินดังต่อไปนี้
(1) ท่องไปในทรีย่อยทางซ้ายแบบโพสต์ออร์เดอร์
(2) ท่องไปในทรีย่อยทางขวาแบบโพสต์ออร์เดอร์
(3) เยือนโหนดราก
เส้นทางการท่องในทรีแบบโพสต์ออร์เดอร์ จะได้ GDBHIEFCA
เอ็กซ์เพรสชันทรี (Expression Tree)
เป็นการนำเอาโครงสร้างทรีไปใช้เก็บนิพจน์
ทางคณิตศาสตร์โดยเป็นไบนารีทรี ซึ่งแต่ละโหนด
เก็บตัวดำเนินการ (Operator) และและตัวถูกดำเนินการ
(Operand) ของนิพจน์คณิตศาสตร์นั้น ๆ ไว้ หรือ
อาจจะเก็บค่านิพจน์ทางตรรกะ (Logical Expression)
นิพจน์เหล่านี้เมื่อแทนในทรีต้องคำนึงลำดับขั้นตอน
ในการคำนวณตามความสำคัญของเครื่องหมายด้วย
ไบนารีเซิร์ชทรี
ไบนารีเซิร์ชทรี (Binary Search Tree)
เป็นไบนารีทรีที่มีคุณสมบัติที่ว่าทุก ๆ โหนด
ในทรี ค่าของโหนดรากมีค่ามากกว่าค่าของทุก
โหนดในทรีย่อยทางซ้าย และมีค่าน้อยกว่า
หรือเท่ากับค่าของทุกโหนดในทรีย่อยทางขวา
และในแต่ละทรีย่อยก็มี คุณสมบัติเช่นเดียวกัน
ไบนารีเซิร์ชทรีของเลขจำนวน ไบนารีเซิร์ชทรีของสัตว์
ปฏิบัติการในไบนารีเซิร์ชทรี ปฏิบัติการ
เพิ่มโหนดเข้าหรือดึงโหนดออกจากไบนารีเซิร์ชทรี
ค่อนข้างยุ่งยากกว่าปฏิบัติการในโครงสร้างอื่น ๆ
เนื่องจากหลังปฏิบัติการเสร็จเรียบร้อยแล้วต้อง
คำนึงถึงความเป็นไบนารีเซิร์ชทรีของทรีนั้นด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

DTS 06-20/08/2552

สแตก (Stack) เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ ข้อมูลแบบลิเนียร์ลิสต์
ที่มีคุณสมบัติ ที่ว่า การเพิ่มหรือลบข้อมูลในสแตก จะกระทำที่
ปลายข้างเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า Top ของสแตก (TopOf Stack)
และ ลักษณะที่สำคัญของสแตกคือ ข้อมูลที่ใส่หลังสุดจะถูกนำออกมา
จากสแตกเป็นลำดับแรกสุด เรียกคุณสมบัตินี้ว่าLIFO (Last In First Out)
การดำเนินงานพื้นฐานของสแตกการทำงานต่าง ๆ ของสแตกจะ กระทำที่ปลายข้างหนึ่งของสแตกเท่านั้น
ดังนั้นจะต้องมีตัวชี้ตำแหน่ง ข้อมูลบนสุดของสแตกด้วยการทำงานของสแตกจะ
ประกอบด้วยกระบวนการ 3 กระบวนการที่สำคัญ คือ
1.Push คือ การนำข้อมูลใส่ลงไปในสแตกเช่น
สแตก s ต้องการใส่ข้อมูล i ในสแตก จะได้push (s,i) คือ ใส่ข้อมูล i
ลงไปที่ทอปของสแตก sในการเพิ่มข้อมูลลงในสแตก จะต้องทำการตรวจสอบว่าสแตก
เต็มหรือไม่ ถ้าไม่เต็มก็สามารถเพิ่มข้อมูลลงไปในสแตกได้ แล้วปรับตัวชี้ตำแหน่งให้
ไปชี้ที่ตำแหน่งข้อมูลใหม่ ถ้าสแตกเต็ม (Stack Overflow) ก็จะไม่สามารถเพิ่ม
ข้อมูลเข้าไปในสแตกได้อีก

2. Pop คือ การนำข้อมูลออกจากส่วนบนสุดของสแตกเช่นต้องการนำข้อมูลออกจากสแตก sไปไว้ที่ตัวแปร iจะได้ i = pop (s)การนำข้อมูลออกจาก สแตกถ้าสแตกมีสมาชิกเพียง 1ตัว แล้วนำสมาชิกออกจากสแตก จะเกิดสภาวะสแตกว่าง
(Stack Empty) คือ ไม่มีสมาชิกอยู่ในสแตกเลยการแทนที่ข้อมูลของสแตกสามารถทำได้ 2 วิธี คือ
1. การแทนที่ข้อมูลของสแตกแบบลิงค์ลิสต์
2. การแทนที่ข้อมูลของสแตก

การแทนที่ข้อมูลของสแตกแบบลิงค์ลิสต์จะประกอบไปด้วย2 ส่วน คือ
1. Head Node จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน
คือ top pointer และจำนวนสมาชิกในสแตก
2. Data Node จะประกอบไปด้วยข้อมูล (Data) และพอยเตอร์ ที่ชี้ไปยังข้อมูลตัวถัดไป
การประยุกต์ใช้สแตกการประยุกต์ใช้สแตก จะใช้ในงานด้านปฏิบัติการของ
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ขั้นตอนการทำงานต้องการเก็บข่าวสารอันดับแรกสุดไว้ใช้หลังสุด
เช่น การทำงานของโปรแกรมแปลภาษานำไปใช้ในเรื่องของการโปรแกรมที่เรียกใช้โปรแกรมย่อย
การคำนวณนิพจน์ทางคณิตศาสตร์ และรีเคอร์ชั่น (Recursionขั้นตอนการแปลงจากนิพจน์ Infix เป็นนิพจน์Postfix
1. อ่านอักขระในนิพจน์ Infix เข้ามาทีละตัว
2. ถ้าเป็นตัวถูกดำเนินการจะถูกย้ายไปเป็นตัวอักษรในนิพจน์ Postfix
3. ถ้าเป็นตัวดำเนินการ จะนำค่าลำดับความสำคัญของตัว ดำเนินการที่อ่านเข้ามาเทียบกับค่าลำดับความสำคัญของตัวดำเนินการ
ที่อยู่บนสุดของสแตก- ถ้ามีความสำคัญมากกว่า จะถูก push ลงในสแตก- ถ้ามีความสำคัญน้อยกว่าหรือเท่ากัน จะต้อง pop
ตัวดำเนินการที่อยู่ในสแตกขณะนั้นไปเรียงต่อกับตัวอักษรในนิพจน์ Postfix4. ตัวดำเนินการที่เป็นวงเล็บปิด “)”
จะไม่ push ลงในสแตกแต่มีผลให้ตัวดำเนินการอื่น ๆ ถูก pop ออกจากสแตกนำไป เรียงต่อกันในนิพจน์ Postfix จนกว่าจะเจอ
“(”popวงเล็บเปิดออกจากสแตกแต่ไม่นำไปเรียงต่อ5. เมื่อทำการอ่านตัวอักษรในนิพจน์ Infixหมดแล้ว
ให้ทำการ Pop ตัวดำเนินการทุกตัวในสแตกนำมาเรียงต่อในนิพจน์Postfix

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

DTS 05-2/082552

ลิงค์ลิสต์ (Linked List) เป็นวิธีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องของอิลิเมนต์ต่าง ๆ โดยมีพอยเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อ


แต่ละอิลิเมนท์ เรียกว่าโนด (Node) ซึ่งในแต่ละโนดจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือData จะเก็บข้อมูลของอิลิเมนท์ และ


ส่วนที่สอง คือ Link Field จะทำหน้าที่เก็บตำแหน่งของโนดต่อไปในลิสต์


โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต์


โครงสร้างข้อมูลแบบลิงค์ลิสต์จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ


1. Head Structure จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน


ได้แก่ จำนวนโหนดในลิสต์ (Count) พอยเตอร์ที่ชี้ไปยังโหนดที่เข้าถึง (Pos) และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยัง


โหนดข้อมูลแรกของลิสต์ (Head)


2. Data Node Structure จะประกอบไปด้วยข้อมูล(Data)


และพอยเตอร์ที่ชี้ไปยังข้อมูลตัวถัดไปกระบวนงานและฟังก์ชั่นที่ใช้ดำเนินงานพื้นฐาน


1. กระบวนงาน Create Listหน้าที่ สร้างสิสต์ว่างผลลัพธ์ ลิสต์ว่าง

2. กระบวนงาน Insert Nodeหน้าที่เพิ่มข้อมูลลงไปในลิสต์บริเวณตำแหน่งที่ต้องการข้อมูลนำเข้า ลิสต์ ข้อมูล


และตำแหน่งผลลัพธ์ ลิสต์ที่มีการเปลี่ยนแปลง

3. กระบวนงาน Delete Nodeหน้าที่ ลบสมาชิกในลิสต์บริเวณตำแหน่งที่ต้องการข้อมูลนำเข้า ข้อมูลและตำแหน่งผลลัพธ์ ลิสต์ที่มีการเปลี่ยนแปลง

4. กระบวนงาน Search listหน้าที่ ค้นหาข้อมูลในลิสต์ที่ต้องการข้อมูลนำเข้าลิสต์ผลลัพธ์ ค่าจริงถ้าพบข้อมูล ค่าเท็จถ้าไม่พบข้อมูล
5. กระบวนงาน Traverseหน้าที่ ท่องไปในลิสต์เพื่อเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลนำเข้าลิสต์ผลลัพธ์ ขึ้นกับการประมวลผล เช่นเปลี่ยนแปลงค่าใน node , รวมฟิลด์ในลิสต์ ,คำนวณค่าเฉลี่ยของฟิลด์ เป็นต้น

Linked list traversal

6. กระบวนงาน Retrieve Nodeหน้าที่ หาตำแหน่งข้อมูลจากลิสต์ข้อมูลนำเข้าลิสต์ผลลัพธ์ ตำแหน่งข้อมูลที่อยู่ในลิสต์
7. ฟังก์ชั่น EmptyListหน้าที่ ทดสอบว่าลิสต์ว่างข้อมูลนำเข้า ลิสต์ผลลัพธ์ เป็นจริง ถ้าลิสต์ว่างเป็นเท็จ ถ้าลิสต์ไม่ว่าง



Algorithm emptyList (val pList )

Pre pList is a pointer to a valid list head structure

Return true if list empty, false if list contains data

1. Return (pList->count equal to zero)

End emptyList


10. กระบวนงาน destroy listหน้าที่ ทำลายลิสต์
ข้อมูลนำเข้า ลิสต์
ผลลัพธ์ ไม่มีลิสต์

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

DTS 04-15/072552

โครงสร้างข้อมูลแบบเซ็ต
เป็นโครงสร้างข้อมูลที่ข้อมูลแต่ละตัวไม่มีความสัมพันธ์กันในภาษาซี
จะไม่มีประเภทข้อมูลแบบเซ็ตนี้เหมือนกับในภาษาปาสคาล
แต่สามารถใช้หลักการของการดำเนินงานแบบเช็ตมาใช้ได้
วิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้น
- จะต้องกำหนดเซ็ตของผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนในแต่ละวิชา
- นำเซ็ตดังกล่าวที่ได้มาทำการ intersection กัน หากมีเซ็ตใดที่
ทำการ intersect กันแล้ว มีข้อมูลสมาชิกในเซ็ตที่ซ้ำกันอยู่จะ
ไม่สามารถจัดให้วิชาดังกล่าวอยู่ในวันเวลาเดียวกันได้ตัวอย่างดังกล่าว
เป็นการนำแนวความคิดเรื่องการจัดการแบบเช็ตมาประยุกใช้
งานโครงสร้างข้อมูลแบบสตริงสตริง (String) หรือ สตริงของอักขระ
(CharacterString) เป็นข้อมูลที่ประกอบไปด้วยตัวอักษร
ตัวเลขหรือเครื่องหมายเรียงติดต่อกันไปรวมทั้งช่องว่างการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์
ที่เกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นสตริงมีการนำไปใช้สร้างโปรแกรมประเภทบรรณาธิการ
ข้อความ(text editor) หรือโปรแกรมประเภทประมวลผลคำ (wordprocessing)
ซึ่งมีการทำงานที่อำนวยความสะดวกหลายอย่างเช่น การตรวจสอบข้อความ
การจัดแนวข้อความในแต่ละย่อหน้า และการค้นหาคำ เป็นต้น

การกำหนดค่าคงตัวสตริงสามารถกำหนดได้ทั้งนอกและในฟังก์ชัน
เมื่อกำหนดไว้นอกฟังก์ชัน ชื่อค่าคงตัวจะเป็นพอยเตอร์ชี้ไปยังหน่วยความจำ
ที่เก็บสตริงนั้น เมื่อกำหนดไว้ในฟังก์ชัน จะเป็นพอยเตอร์ไปยังหน่วยความจำ
ที่เก็บตัวมันเองการกำหนดค่าให้กับสตริงนั้น เราจะใช้เครื่องหมาย doublequote (“ ”)
เช่น “abc” คือ ชุดของอักขระที่มีขนาด 4 (รวม \0 ด้วย)

ข้อสังเกต

string constant are different from character constant

#define NME “Semi”

main ( ){
char *cpntr;cpntr=NME;
printf(“con\n”);printf(“%s, %u, %c\n”, “con”, “duc”,*“tor”);
printf(““%s, %u, %c\n”, NME, NME,*NME);
printf(““%s, %u, %c\n”, cpntr, cpntr,*cpntr);
}


ผลการรันโปรแกรม

concon, 37,t
Semi, 16,s
Semi, 16, S
การกำหนดค่าคงตัวสตริงให้แก่ตัวแปรพอยต์เตอร์และอะเรย์สามารถกำหนด
ค่าคงตัวสตริงให้พอยเตอร์หรืออะเรย์ได้ในฐานะค่าเริ่มต้น

เช่น main ( ){

char ary[ ] = “This is the house. ”;
char *cpntr=“This is the door.”;
printf(“%s %s”,ary,cpntr);

ผลการรันโปรแกรมจะเห็นได้ว่าการใช้งานดูไม่แตกต่างกันแต่ aryเป็นตัวแปรอะเรย์
ค่าที่ให้จะต้องเป็นค่าข้อมูลในอะเรย์ส่วน cpntrเป็นพอยเตอร์ ค่าที่ให้นั้นไม่ใช่ค่าข้อมูล
แต่เป็นค่าแอดเดรสเริ่มต้นของสตริง(ค่าคงตัวสตริงเป็นทั้งข้อมูลสตริงและพอยเตอร์)
นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มลดค่าตัวแปรพอยเตอร์ได้ แต่สำหรับอะเรย์ทำไม่ได้

การกำหนดตัวแปรสตริงในการกำหนดตัวแปรของสตริงอาศัยหลักการของอะเรย์
เพราะ สตริงก็คืออะเรย์ของอักขระที่ปิดท้ายด้วยnull character (\0)
และมีฟังก์ชันพิเศษสำหรับทำงานกับสตริงโดยเฉพาะเช่นต้องการสตริงสำหรับเก็บชื่อบุคคลยาว
ไม่เกิน 30อักขระต้องกำหนดเป็นอะเรย์ขนาด 31 ช่อง เพื่อเก็บ null character อีก 1 ช่อง

main ( ) {

char name[31];

printf(“Hi, What’s your name?\n”);

gets(name);

printf(“Nice to meet you, %s\n”);
}

ผลการรันโปรแกรม

Hi, What’s your name?
Jame Smith
Nice to meet you, Jame Smith

การดำเนินการเกี่ยวกับสตริง
ในการดำเนินการเกี่ยวกับสตริง จะมีฟังก์ชันที่อยู่
ในแฟ้ม ข้อมูล stdio.h เก็บอยู่ใน C Library อยู่แล้ว
สามารถนำมาใช้ได้ โดยการใช้คำสั่ง #include ในการ
เรียกใช้ เช่น
- ฟังก์ชัน strlen(str) ใช้หาความยาวของสตริง
- ฟังก์ชัน strcpy (str1,str2) ใช้คัดลอกข้อมูล
จาก string หนึ่งไปยังอีก string หนึ่ง
- ฟังก์ชัน strcat(str1,str2) ใช้เชื่อมต่อข้อความ 2 ข้อความเข้าด้วยกัน
- ฟังก์ชัน strcmp(str1,str2 ) ใช้เปรียบเทียบ
ข้อความ 2 ข้อความว่ามีค่าเท่ากันหรือไม่ ถือหลักการ
เปรียบเทียบแบบพจนานุกรม เช่น abcda จะมีค่าน้อย
กว่า abcde และ abcdf จะมีค่ามากกว่า abcde ค่าที่
เท่ากัน คือ ค่าที่เหมือนกัน เช่น abcd กับ abcd สำหรับ
อักษรตัวเล็กตัวใหญ่ จะถือว่าอักษรตัวใหญ่มีค่าน้อยกว่า
อักษรตัวเล็ก ตามลำดับรหัส ASCII

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

DTS03 5/072552

อะเรย์เป็นโครงสร้างข้อมูลที่เรียกว่า Linear List มีลักษณะคล้ายเซ็ตในคณิตศาสตร์ คือ อะเรย์จะประกอบด้วยสมาชิกที่มีจำนวนคงที่ มีรูปแบบข้อมูลเป็นแบบเดียวกัน สมาชิกแต่ละตัวใช้เนื้อที่จัดเก็บที่มีขนาดเท่ากัน เรียงต่อเนื่องในหน่วยความจำหลัก

อาร์เรย์ 1 มิติเป็นตัวแปรที่เก็บข้อมูลเพียงแถวเดียวหรือชั้นเดียวเช่นในการคำนวณหาสมาชิกของอาร์เรย์ 1 มิติทำได้ดังนี้จำนวนสมาชิกของอาร์เรย์ = (u-l)+1u คือค่าสูงสุด หรือ Upper boundl คือค่าต่ำสุด หรือ Lower bound ส่วน 2 มิติสามารถหาได้ดังนี้จำนวนสมาชิก = M x N
รูปแบบของการประกาศตัวแปรอาร์เรย์มิติเดียวtype array-name[n];type คือ ชนิดของตัวแปรอาร์เรย์ที่จะสร้างขึ้น เช่น int,float,char เป็นต้นarray-name คือ ชื่อของตัวแปรอาร์เรย์ที่ต้องตั้งให้สื่อและเข้ากับชนิดของตัวแปรและจะต้องไม่ไปตรงกับคำสงวนของภาษาซีด้วยn คือขนาดของตัวแปรอาร์เรย์ที่จะสร้างขึ้น

อาร์เรย์ 2 มิติมีลักษณะการกำหนดตำแหน่งแบบแถวและคอลัมน์รูปแบบของการประกาศตัวแปรอาร์เรย์ 2 มิติtype array-name[n][m];type คือ ชนิดของตัวแปรอาร์เรย์ที่จะสร้างขึ้น เช่น int,float,char เป็นต้นarray-name คือ ชื่อของตัวแปรอาร์เรย์ที่ต้องตั้งให้สื่อและเข้ากับชนิดของตัวแปรและจะต้องไม่ไปตรงกับคำสงวนของภาษาซีด้วยn คือ จำนวนแถวของตัวแปรอาร์เรย์m คือ จำนวนคอลัมน์ของตัวแปรอาร์เรย์เช่น int num[3][5];
Structure โครงสร้างข้อมูลหมายถึง การที่นำข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น ข้อมูลของนักศึกษาที่อาจประกอบด้วยชื่อ,นามสกุล,อายุ,เพศ,ชั้นเรียน มารวมกันและจัดทำเป็นโครงสร้างข้อมูล

struct คือ คำที่ใช้กำหนดโครงสร้างข้อมูล(ต้องมีเสมอ)name คือ ชื่อของโครงสร้างข้อมูลที่จะสร้างขึ้นtype var-1,type var-2 คือชื่อตัวแปรในกลุ่มโครงสร้างข้อมูลstruct-variable คือชื่อของตัวแปรชนิดโครงสร้างที่ต้องการสร้างขึ้นจะมีลักษณะโครงสร้างภายในเหมือนกับโครงสร้างข้อมูลที่กำหนดตัวอย่าง struct student student1;

การอ้างถึงสมาชิกในตัวแปรชนิดโครงสร้าง
struct-name.variable-namestruct-name คือ ชื่อของตัวแปรชนิดโครงสร้าง (ไม่ใช่ชื่อโครงสร้าง). คือเครื่องหมายขั้นระหว่างชื่อตัวแปรชนิดโครงสร้างกับตัวแปรที่เป็นสมาชิก

variable-name คือชื่อของตัวแปรที่เป็นสมาชิกการกำหนดข้อมูลให้ตัวแปรชนิดโครงสร้างเราสามารถกำหนดได้เหมือนตัวแปรทั่วไปแต่ต้องอ้างอิงถึงสมาชิกให้ถูกต้อง เช่น student1.age = 15;student1.sex = 'M'; กรณีถ้าเป็นอาร์เรย์ของตัวแปรชนิดโครงสร้างสามารถเขียนได้ดังนี้ student1[0].age = 15;

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

DTS01 16/06/2552

ปฐมนิเทศ
โครงสร้างข้อมูล (DATA STRUCTURE)

ผู้สอน : อาจารย์ปรมัตถ์ปัญปรัชญ์ ต้องประสงค์
E-mail : phorramatpanyaprat@hotmail.com

การเก็บคะแนน 100 แบ่งออกเป็น 60:40

- การนำเสนองานและมีส่วนร่วมในกิจกรรมเรียน 10

- จัดทำรายงาน/แบบฝึกหัด 30

- mid 20 - Final 40

*ความสำคัญของวิชาโครงสร้างข้อมูล

*โครงสร้างข้อมูล หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่อยู่ในโครงสร้างนั้น ๆ เช่น การสร้างบ้าน ก็ต้องมีส่วนประกอบในการสร้าง ได้แก่ หิน ทราย ปูน เป็นต้น

ให้ไปสมัคร E-mail ของ gmail ก่อน โดยการตั้ง ชื่อ E-mail คือ u ตามด้วยรหัสประจำตัว